หลักการและแนวทาง

หลักการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ปีงบประมาณ พ.ศ.2566

หลักการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนสำคัญและเป้าหมายการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 คือการรวบรวม จัดทำ และปรับปรุงฐานข้อมูลของผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนด้านต่าง ๆ ตามลำดับ รวมทั้งได้มีการศึกษาและปรับปรุงแนวทางวิธีการศึกษาขอบเขตพื้นที่ศึกษาและแสวงหาเครื่องมือต่าง ๆ ที่เหมาะสมมาใช้ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน เพื่อเป้าหมายให้ได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีความถูกต้องตามหลักวิชาการและทำให้ข้อมูลเหล่านั้นสามารถบ่งชี้ผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่อาจเกิดขึ้นและนำไปสู่การประเมินแนวโน้มความเสี่ยงในพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดแม่น้ำโขงสายประธานในอาณาเขตของประเทศไทย รวมทั้งการสร้างความเข้าใจของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องน่าเชื่อถือตลอดจนสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ทั้งในการแสดงความคิดเห็นให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ เป้าหมายการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จึงมุ่งการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 และความก้าวหน้าตามแผนระยะเวลา 15 ปี ดังนี้

  1. การจัดทำฐานข้อมูลพื้นฐานและสภาพการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม และสังคมของพื้นที่
    8 จังหวัด ริมแม่น้ำโขงสายประธาน เน้นประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมข้ามพรมแดน
  2. การคัดเลือกและพัฒนาวิธีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมเศรษฐกิจข้ามพรมแดน เนื่องจากการพัฒนาเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายประธาน ให้เป็นแบบแผนและพื้นฐานที่จะใช้ตลอด 15 ปี
  3. นำองค์ความรู้และข้อมูลที่ได้จากการศึกษา เผยแพร่และแลกเปลี่ยนกับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่มีแนวโน้มได้รับความเสี่ยง พร้อมรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะสำหรับการศึกษาตลอด 15 ปี นำสู่
    การพัฒนาองค์ความรู้ที่ถูกต้อง และเชื่อถือได้ตามหลักวิชาการ
  4. ได้เริ่มการส่งเสริมประชาชนในพื้นที่เสี่ยงของประเทศไทย ให้มีขีดความสามารถในการปรับตัว
    ต่อการเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและสังคมเศรษฐกิจของลุ่มน้ำโขง รวมถึงกลไก และมาตรการชดเชยและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมสร้างกลไกและกระบวนการ
    ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ให้มีขีดความสามารถในการติดตาม เฝ้าระวังและประเมินผลกระทบ
    ข้ามพรมแดน

แนวทางการวิเคราะห์ และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

1. แนวทางการสำรวจและรวบรวมข้อมูล
การสำรวจและรวบรวม ข้อมูลปฐมภูมิ และ/หรือข้อมูลทุติยภูมิ สำหรับผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนด้านต่าง ๆ ในพื้นที่มีแนวโน้มได้รับความเสี่ยงที่ยังต้องการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ถึงปี พ.ศ. 2565

1) สำรวจและรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิเพิ่มเติม ต่อเนื่องจากการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2557-2565 ด้านอัตราการไหลของน้ำและระดับน้ำจากสถานีอุทกวิทยา และการพังทลายของตลิ่งและการสะสมของตะกอน ให้ได้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา จัดทำ และกำหนดดัชนีชี้วัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสังคมเศรษฐกิจ
2) สำรวจและเก็บข้อมูลปฐมภูมิในพื้นที่เป้าหมาย 8 จังหวัด ด้านประมงเพื่อการบ่งชี้ ยืนยันพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อผลผลิตประมง วงจรชีวิต การผสมพันธุ์ การวางไข่ การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ การอพยพย้ายถิ่น การหลงฤดู และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการเก็บแหล่งอาหารของปลา อย่างน้อย 2 ครั้ง ต่อเนื่องจากที่มีการศึกษาไว้เมื่อปี พ.ศ. 2557-2565 เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา จัดทำ และกำหนดดัชนีชี้วัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสังคมเศรษฐกิจ
3) สำรวจและเก็บข้อมูลปฐมภูมิด้านคุณภาพน้ำ อาทิ ดัชนี ได้แก่ อุณหภูมิ pH ออกซิเจนละลาย การนำไฟฟ้า ความขุ่น สารแขวนลอย แอมโมเนีย-ไนโตรเจน ไนไตรท์-ไนโตรเจน ไนเตรท-ไนโตรเจน ฟอสเฟต และฟอสฟอรัสทั้งหมด สารอาหารในน้ำของพื้นที่แหล่งผลผลิตประมง ในฤดูน้ำมากและน้ำน้อย ต่อเนื่องจากที่มีการศึกษาไว้เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา จัดทำ และกำหนดดัชนีชี้วัด
ด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสังคมเศรษฐกิจ
4) สำรวจและเก็บข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิด้านเศรษฐกิจสังคม การให้บริการระบบนิเวศ (อาหาร ท่องเที่ยว วิถีชีวิตและวัฒนธรรม) ของพื้นที่มีแนวโน้มได้รับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจสังคมเพื่อเชื่อมโยงการประเมินด้านกายภาพ ชีวภาพ และเศรษฐกิจสังคมที่สามารถประเมินมูลค่าผลประโยชน์และความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ ต่อเนื่องจากจังหวัดที่ได้ดำเนินการในปีที่ผ่านมา โดยใช้ Social Impact Monitoring and vulnerability Assessment (SIMVA) เป็นเครื่องมือหนึ่งในการเก็บข้อมูลหรือเครื่องมือที่เหมาะสมเพิ่มเติม
5) ในการสำรวจและรวบรวมข้อมูลข้อ 1) ถึงข้อ 4) ให้ดำเนินการแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยอาจพิจารณาขยายเครือข่ายเพิ่มเติมจากการศึกษาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565
2. แนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล
1) วิเคราะห์อัตราการไหลและระดับน้ำที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของตะกอน การกัดเซาะ และการย้ายถิ่นของปลาและความหลากหลายทางชีวภาพ
2) กำหนดเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ของอัตราการไหลและระดับน้ำในแต่ละช่วงการพัฒนาเขื่อนในแม่น้ำโขงสายประธาน
3) วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงแหล่งที่อยู่และการเจริญเติบโตของปลาจากฐานข้อมูลและผลการศึกษาที่ผ่านมา
4) ติดตามและวิเคราะห์สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดสถานการณ์ด้านคุณภาพน้ำที่สำคัญ
5) วิเคราะห์และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนและทบทวนพื้นที่เสี่ยงจากด้านกายภาพ (อัตราการไหลและระดับน้ำ ตะกอนในน้ำ คุณภาพน้ำ) ที่ส่งผลต่อด้านชีวภาพ (ประมง เกษตรริมฝั่ง) และต่อด้านเศรษฐกิจสังคม การให้บริการระบบนิเวศ (อาหาร ท่องเที่ยว วิถีชีวิตและวัฒนธรรม) พร้อมเปรียบเทียบกับผลการศึกษาปีที่ผ่านมา เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในอดีตและอนาคต
6) วิเคราะห์และจัดทำดัชนีชี้วัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสังคมเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2557 – 2565 โดยดัชนีฯ ควรสอดคล้องกับแนวทางของ Mekong River Basin Indicator Framework (MRB-IF) ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง โดยประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
3. แนวทางการติดตามพื้นที่เสี่ยง ความรุนแรง และดัชนีที่เกี่ยวข้อง
ติดตามพื้นที่เสี่ยง ความรุนแรง และดัชนีที่เกี่ยวข้องจากผลการศึกษาจากปีที่ผ่านมา และขยายพื้นที่ที่มีแนวโน้มเพิ่มเติมในลำน้ำสาขาแม่น้ำโขงที่เป็นพื้นที่เปราะบางและอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อขยายขอบเขตการศึกษาและติดตามประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน และสร้างองค์ความรู้ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมข้ามพรมแดนสำหรับดำเนินการในปีต่อไป
4. แนวทางการศึกษากลไก และมาตรการชดเชยและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม
ศึกษากลไก และมาตรการชดเชยและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเบื้องต้นด้านการชดเชยและแก้ไขผลกระทบที่เกิดจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในพื้นที่ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง และมาตรการแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมรายจังหวัด
5. การจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเผยแพร่ผลการศึกษา
จัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเผยแพร่ผลการศึกษาอย่างน้อย 2 ครั้ง ในพื้นที่ศึกษา โดยประกอบด้วยผู้แทนจาก 8 จังหวัดในพื้นที่ศึกษา เพื่อสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พร้อมนำเสนอแผนงานการศึกษาโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 รับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะ
สายประธาน และรายงานผลการศึกษาของโครงการ
6. การเผยแพร่ข้อมูลผลการศึกษา
1) เพิ่มเติมข้อมูลและผลการศึกษาและเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
2) จัดทำข้อมูลระบบฐานสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อแสดงผลการศึกษา

Scroll to Top